• สามารถ สาเร็ม

ปัต : ขนมร่วมรากต่างศรัทธาผู้คนบนคาบสมุทรไทย-มาเลย์

อัปเดตเมื่อ 17 เม.ย.



ต้มขนมที่ทำจากข้าวเหนียว น้ำกะทิ เกลือ น้ำตาลทราย นำมาผัดให้เข้ากันอาจจะมีการใส่ถั่ว ลงไปผสม ห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยม ภาษามลายูกลางเรียกขนมในลักษณะเดียวกันนี้ว่า Ketupat ส่วนมลายูปตานีเรียกว่า ตูปะ เป็นขนมที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง


ต้มตามการเรียกของผู้คนที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ตรงกับภาษามลายูกลางว่า Ketupat และมลายูปตานีเรียก ตูปะ และกลุ่มคนแต่ละวัฒนธรรมจะมีคติ ต้มตัวผู้ ต้มตัวเมียเหมือนกันอีกด้วยในภาพนี้เป็นต้มตัวผู้ของชาวมลายูมุสลิมในตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช


ทั้งนี้มีความน่าสนใจอย่างหนึ่งในวัฒนธรรมของผู้คนตอนบนในเขตจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช มีขนมที่เรียกว่า ปัต มีลักษณะเป็นแท่งยาว นิยมนำใบไม้ที่มีในท้องถิ่นมาใช้ห่อ เช่น ใบอ้อย ใบเตยหอม ใบจาก ใบลาน ใบมะพร้าว[1] ใบกล้วย[2]( มักใช้ส่วนของยอดใบที่อ่อน ๆหรือใบเพสลาด )ฯลฯ ซึ่งชาวมลายูปตานีบางพื้นที่ก็มีการทำเช่นเดียวกันเรียกว่า Ketupat Daun tebu ( Daun tebu มีความหมายว่า ใบอ้อย)[3]และที่บ้านหัวทาง จังหวัดสตูลเรียกว่า "ต้มมัดไต้"[4] ผู้เขียนจึงสันนิษฐานว่า ปัต น่าจะกร่อนมาจากคำว่า Ketupat นั่นเอง


ปัต ห่อด้วยใบอ้อยที่บ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บ้านของผู้เขียนทำขึ้นเนื่องในวันรายาหรือออกบวช สำหรับใบอ้อยที่นำมาทำนั้นจะเลือกใบเพสลาด ใบที่ไม่อ่อนไม่แก่


อย่างไรก็ดีพบว่าพจนานุกรมภาษาไทยถิ่นใต้ พุทธศักราช ๒๕๒๕ ของสถาบันทักษิณคดีศึกษา ได้เก็บความหมายของคำว่าปัตเอาไว้ว่า “…ปัด น.ข้าวปัด…” โดยขยายความว่าปัตมีที่มาจากคำในภาษามลายูคำว่า “…Petepat…” แต่จากการสืบค้นพจนานุกรม Kamus Nusantara Dewan Bahasa dan Pustaka Brunei พิมพ์ครั้งที่ 2 2003[5]และพจนานุกรม Kamus Bahasa melayu ของประเทศมาเลเซีย[6]ซึ่งเป็นพจนานุกรมภาษามลายูที่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด พบว่าไม่พบคำว่า Petepat ในพจนานุกรมทั้งสองฉบับ ดังนั้นข้อเสนอในพจนานุกรมภาษาไทยถิ่นใต้ พุทธศักราช ๒๕๒๕ ที่ว่าปัตกร่อนมาจากคำมลายูว่า Petepat จึงน่าจะคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หรืออาจเกิดจากความผิดพลาดขณะจัดพิมพ์ต้นฉบับก็เป็นได้



สำหรับพื้นที่ที่พบการทำปัตนั้นนอกจากคาบสมุทรไทย - มาเลย์ ทั้งที่อยู่ในเขตประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย จากการสืบค้นพบว่าชาวเขมรในจังหวัดสุรินทร์ก็มีการทำปัตเช่นกันแต่เรียกด้วยภาษาเขมรพื้นถิ่นว่า “อันซอมโดง” อันซอม หมายถึง ข้าวต้ม โดงหมายถึงมะพร้าว หรือแปลเป็นไทยว่า ข้าวต้มใบมะพร้าว[7]และภาคตะวันออกของประเทศไทยก็มีการทำปัตเช่นกันแต่เรียกว่า ข้าวต้มมัดไต้ โดยมีชาวยวนเป็นผู้นำวิธีทำข้าวต้มมัดไต้นี้มาเผยแพร่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย[8]


“อันซอมโดง” หรือ ข้าวต้มใบมะพร้าวของชาวเขมรที่จังหวัดสุรินทร์ จะใส่กล้วยลงไปด้วยต่างจากปัตของภาคใต้ที่ไม่ใส่กล้วยลงไป ที่มาภาพ : https://bit.ly/3KQy64Q


 

ปัตในบทเพลงเรือแหลมโพธิ์


จากการสืบค้นเอกสารเกี่ยวกับขนมที่ชื่อว่า “ปัต” พบว่าปรากฏอยู่ในบทร้องเพลงเรือแหลมโพธิ์ซึ่งเป็นเพลงที่ร้องกันในเทศกาลลากพระของชาวไทยพุทธในลุ่มทะเลสาบสงขลาตอนล่างที่ลากเรือพระไปชุมชุมกันที่หาดแหลมโพธิ์ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ เรื่องเพลงเรือแหลมโพธิ์จังหวัดสงขลา เรียบเรียงโดย สนิท บุญฤทธิ์ ชื่อว่าเพลงกล่อมเรือพระ นายสังข์ ไชยพูล เป็นทั้งผู้แต่งและแม่เพลง อาศัยอยู่ที่บ้านหนองม่วง ตำบลบางกล่ำ กิ่งอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ( ปัจจุบันคืออำเภอบางกล่ำ ) โดยมีนางสาวพะยอม อัมโร กับนางสาวจารุณี ยาวงษ์ บันทึกเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๕ มีคำร้องดังนี้


“…ลางบ้าง(บ้าน-ผู้เขียน)จัดแจงเหนียวเจ้าข้าวใหม่

ทำต้ม ทำปัด เข้ามาจัดกันไป

ฝูงคนไสวฉาวโฉโกลา…”[9]


เรือพระที่หาดแหลมโพธ์ ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มาภาพ : จากหนังสือบทความของ สนิท บุญฤทธิ์ เรื่องข้อสังเกตเเนวโน้มการประยุคต์ใช้เพลงเรือเเหลมโพธิ์ในปัจจุบัน พิมพ์ร่วมเล่มอยู่ใน วารสารทักษิณคดี ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑ เดือนตุลาคม-มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕-๒๕๓๖ ลุ่มทะเลสาบสงขลา : วัฒนธรรมเเละการพัฒนา


ปัต ขนมงานบุญร่วมราก ต่างศรัทธาของผู้คน


จากข้อมูลภาคสนามของผู้เขียนรวมถึงจากการสืบค้นจึงพอจะสรุปได้ว่า ชาวไทยพุทธเช่นในพื้นที่ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวไทยพุทธที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาตอนล่าง (หมู่บ้านแถบปลายน้ำคลองอู่ตะเภา) จะทำ ปัต ในงานบุญประเพณีลากพระจัดขึ้นหลังออกพรรษาหนึ่งวัน

ทั้งนี้ยังพบว่าชาวไทยพุทธที่บ้านเขาใน ตำบลเชิงแส อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลามีการทำ ปัต ในงานบุญวันว่างหรือว่างเปลวเช่นกัน คือการทำบุญให้บรรพบุรุษในเดือน ๕ ตามปฏิทินจันทรคติส่วนคนแขกลุ่มทะเลสาบสงขลาบางพื้นที่เช่นที่หมู่บ้านปลายน้ำคลองอู่ตะเภาจะทำปัตในงานบุญประเพณีเช่น


๑.วันรายา หรือ วันออกบวช (สิ้นสุดการถือศีลอด)

๒.การทำบุญกุโบร์ หรือนูหรีกูโบร์ คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับจะทำใน ช่วงเดือน ๕ - ๗ ตามปฎิทินจันทรคติ

๓.ทำบุญมูโลด (เมาลิดนบี) คือการทำบุญวันเกิดให้กับนบีมูฮัมหมัด ในช่วงเดือนรอบีอุลเอาวาล เดือนลำดับที่สามตามปฎิทินอาหรับ


ทั้งนี้คนนายู ( มุสลิมพูดมลายูปตานี ) บางพื้นที่ก็มีการทำเช่นเดียวกันในเทศการ ฮารีรายอ (สิ้นสุดการถือศีลอด)


ปัต แขวนพระลากของวัดแห่งหนึ่งจากอำเภอปากพนัง ลากมายังวัดพระธาตุนครผู้เขียนถ่ายภาพเมื่อปีพ.ศ.๒๕๖๓ คุณโกมล พันธรังษี อยู่ที่บ้านสวนตก ตำบลเกาะทวด อำเภอปากพนัง ให้ข้อมูลว่าที่อำเภอปากพนัง "...ปัตก็เรียก ต้มก็เรียก ดั้งเดิมจะทำในช่วงทำบุญออกพรรษาเป็นหลัก แต่ปัจจุบันทำกันทุกงานบุญ..."



 

วิธีการทำปัต


ข้อมูลการทำปัตของคนเเขกบ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะทำปัตโดยใช้ใบอ้อยนำมาห่อเลือกใบเพสลาด ( ใบที่ไม่อ่อนไม่แก่ ) เมื่อได้มาเเล้วล้างทำความสะอาด ปัตหนึ่งอันจะใช้ใบอ้อยเพียงใบเดียวในการห่อ โดยม้วนโคนใบไปที่ส่วนปลายใบ มีลักษณะเหมือนเรือ ยาวประมาณ ๖ นิ้ว นำข้าวเหนียวที่ผัดกับกะทิที่เตรียมไว้แล้วใส่ลงไปตามขนาดของใบที่ทำไว้ แล้วพับใบอ้อยส่วนบนปิดให้สนิทใช้ใบกะพ้อที่ฉีกไว้เป็นเส้น ๆ นำมามัดพันตลอดตัวปัต แล้วนำไปต้มให้สุก







 

สรุป

ปัต ขนมที่ห่อด้วยใบพืชให้มีลักษณะเป็นรูปกลมยาว ทำจากข้าวเหนียวเป็นขนมท้องถิ่นที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะสะท้อนถึงการมีคติร่วมกันของผู้คนในอุษาคเนย์ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือเป็นขนมที่พบในกลุ่มคนหลายวัฒนธรรม เป็นขนมงานบุญที่ทำขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ที่มีความหลากหลายของชื่อเรียก และใบของพืชที่นำมาห่อ


 

หมายเหตุ


บทความชิ้นนี้เลือกใช้ กับคำว่า ปัต แทนการใช้ เนื่องจากว่าคำว่า ปัต ในภาษาไทยถิ่นใต้ตามที่ผู้เขียนสันนิษฐานนั้นกร่อนจากคำในภาษามลายูคือคำว่า Ketupat อ่านว่าเกอตูปัต เสียง จึงมีความใกล้เคียงมากกว่า เสียง

อีกทั้งพบว่าตำราเเม่ครัวหัวป่าก์เล่ม ๕ พิมพ์ครั้งแรก ร.ศ.๑๒๗-๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๑-๒๔๕๒) มีการเก็บคำว่า เข้าปัต ซึ่งใช้ตัวสะกดด้วย แทนการใช้ ไว้ด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณภาพจากอาจารย์ปรัชญา ปานเกตุ


ทั้งนี้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานได้เก็บคำว่า ข้าวปัด ให้ความหมายไว้ว่า

น. ข้าวเหนียวต้มที่ห่อด้วยใบไม้เช่นใบมะพร้าวอ่อนหรือใบเตย มักทำถวายพระในเทศกาลออกพรรษา, ข้าวต้มปัด ก็ว่า. แม่คำของ "ข้าวปัด" คือ ข้าว

 

ขอขอบคุณ

คุณสุรเชษฐ์ แก้วสกุล นักวิจัยอิสระ

อาจารย์ ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ

 

ที่มา [1]สัมภาษณ์ครูสะอาด ร่าหมาน นักประวัติศาสตร์บ้านสงขลา ตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่บ้านสงขลามีต้มใบมะพร้าวห่อให้มีลักษณะยาว ๆ แบบเดียวกับที่สงขลาเรียกว่า ปัต [2]สัมภาษณ์ คุณยุทธยา จิตตืโต๊ะหลำ ประธานชุมชนบ้านนอก (บ้านหัวเขา) ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่าปัตของบ้านหัวเขาจะห่อด้วยใบกล้วยหรือใบตอง [3]ตูปะใบอ้อย . Ketupat Daun tebu .สืบค้นจาก : https://bit.ly/3hz2N2z [4]ให้ความเห็นโดย www.faecbook.com / Ratzaa Prapawit ใน https://bit.ly/3OpIQJI [5]สัมภาษณ์อาจารย์ศุภกิจ ศิริเมธากุล อาจารย์ประจำภาคมลายูศึกษาของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี [6]คำว่า Petapat สืบค้นเพิ่มเติมได้ใน : https://bit.ly/3OePF0j [7] “อันซอมโดง-อันซอมเจก” ขนม-ข้าวต้มมัดโบราณของเมืองแขมร์” สืบค้นเพิ่มเติมได้ใน : https://bit.ly/3xw1cmm [8]ข้าวต้มมัดไต้ของภาคตะวันออก สืบค้นเพิ่มเติมได้ใน : https://bit.ly/3xAR8sh [9]สนิท บุญฤทธิ์.เพลงเรือแหลมโพธิ์จังหวัดสงขลา(๒๕๔๐). สำนักศิลปะและวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏสงขลา(หน้า๑๕).พิมพ์ครั้งที่ ๔ .กรุงสยามการพิมพ์ : กรุงเทพฯ



 

สารบัญภาพ


จัง ทำจากข้าวเหนียวผัดด้วยกะทิห่อด้วยใบเตยหอมที่บ้านปากคู ตำบลช้างซ้าย อำเภอกาญจนดิษฐ์ ขอบคุณข้อมูลและภาพจากคุณสหรัฐ สกุลพันธ์


จัง ห่อด้วยใบมะพร้าว สูตรนี้ใช้งวงตาลแห้งมาเผา แล้วนำขี้เถ้ามาแช่น้ำไว้สัก 5-6 วัน ตั้งทิ้งไว้จนตกตะกอน จึงค่อยตักน้ำใส ๆ มาใช้แช่เหนียวหนึ่งคืน แล้วเอาเหนียวห่อ ใบไผ่ หรือ ยอดพร้าว เตยหอม ที่บ้านปากคู ตำบลช้างซ้าย อำเภอกาญจนดิษฐ์ ขอบคุณข้อมูลและภาพจากคุณคุณสหรัฐ สกุลพันธ์


ปัต ย่างห่อด้วยใบลานผู้เขียนถ่ายจากตลาดนัดสี่เเยกชุมพล บ้านชุมพลตำบลชุมพล อำเภอสทิ้งพระ จังหวัดสงขลา


ปัต ที่ตลาดคูขวาง ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช


ต้มมัดไต้ห่อด้วยยอดใบมะพร้าวที่บ้านหัวทาง จังหวัดสตูล ขอบคุณภาพและข้อมูลจากคุณ www.faecbook.com / Ratzaa Prapavit ขอสอบถามเรื่อง ปัต ของผู้เขียนในกลุ่มประวัติศาสตร์สตูล : https://bit.ly/3xv222D


ปัต มีผู้นำมามาทำบุญในช่วงเดือนบวชที่ สถาบันดารุลอุลูม(ปอเนาะหัวแปลง) ต.บางขัน​ อ.บางขัน​จ.นครศรีธรรมราช ขอบคุณภาพเเละข้อมูลจากคุณยาซีน ลีบัง


ดู 198 ครั้ง0 ความคิดเห็น